เครื่องมือสร้างเงินที่คุณควรมีไว้เพื่อครอบครัวของคุณ
สู่อิสรภาพของชีวิต
เตรียมให้พร้อม เตรียมให้พอ
"ที่สุดแห่งความเสียดาย คือ ตายไปแล้วใช้เงินไม่หมด" "ที่สุดแห่งความสลด คือ ใช้เงินหมดแล้วยังไม่ตาย" ประโยคหลังน่าจะน่ากลัวกว่า ประโยคแรกเพราะถ้าเราตายแล้ว เงินยังเหลือก็เป็นเรื่องดีคนข้างหลังจะได้ไม่ลำบาก แต่ถ้าใช้เงินจนหมดแล้วยังไม่ยอมตายนี่ล่ะสิที่น่าคิด แล้วชีวิตหลังจากนั้นจะเป็นอย่างไร อดมื้อกินมื้อหรืออย่างไร ยิ่งแนวโน้มข้างหน้าคนเราอายุยืนยาวขึ้น ทำให้ระยะเวลาในการใช้ชีวิตหลังเกษียณจะมากขึ้น เงินที่เตรียมใช้หลังเกษียณก็ต้องมีประมาณพอสมควรที่เดียว ถึงจะอยู่ได้อย่างไม่เดือดร้อน
ถึงแม้ปัจจุบันนี้เราจะใส่ใจการออมกันเพิ่มขึ้นก็ตาม แต่ในเรื่องของการวางแผนการเงินสำหรับอนาคตยังมีน้อยมากทำให้เกิดเหตุการณ์ "น่าสลด คือ ใช้เงินหมดแล้วยังไม่ตาย" อย่างที่เราทราบกันดีอยู่แล้วว่าตอนนี้เรากำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เมื่ออายุยืนยาวขึ้นปัจจัยที่จำเป็นในการดำรงชีพยิ่งมีความสำคัญ และปัจจัยเหล่านี้ต้องซื้อหาด้วยเงินทั้งนั้น
เพราะฉะนั้นเงินที่เราต้องเตรียมสำหรับอนาคตข้างหน้าคงไม่ใช่จำนวนน้อยๆ แค่กินข้าวให้ครบ 3 มื้อๆ ละ 100 บาท วันละ 300 บาท หลังเกษียณอยู่ไปอีก 20 ปี ยังต้องใช้เงินถึง 2,190,000 บาท ดังนั้น การออมต้องเริ่มต้นตั้งแต่เนิ่นๆ ทันทีที่มีรายได้ต้องเริ่มออม รอออมตอนอายุมากเงินเดือนมากๆ ออมไม่ทัน ออมวิธีปกติทั่วไปก็ไม่พอ ต้องรู้จักให้เงินทำงาน แต่เราไม่มีความรู้ด้านการเงินจะทำอย่างไร?
ลงทุนในกองทุนรวมน่าจะเป็นวิธีที่เริ่มต้นที่ดีสำหรับผู้ที่จะเริ่มหัดใช้เงินไปทำงาน ศึกษาข้อมูลเลือก บลจ.ที่น่าเชื่อถือ ผู้จัดการกองทุนที่มีประวัติบริหารงานจัดการที่ดี ศึกษาและเลือกกองที่จะลงที่ไม่มีความเสี่ยงมาก เช่น กองที่ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล ตราสารหนี้ ฯลฯ และใช้ประโยชน์จากกองที่ช่วยในการลดหย่อนภาษีซึ่งจะทำให้เราได้เงินภาษีที่จ่ายไปคืนมาบางส่วน เมื่อมีความรู้ความเข้าใจจึงขยับไปลงกองที่ลงทุนในหุ้น ซึ่งผลตอบแทนจะสูงขึ้น แต่ขณะเดียวกันความเสี่ยงก็ตามมาเช่นกัน ต้องดูความทนทานในการรับความเสี่ยงของแต่ละคนด้วย การให้เงินได้ทำงานจะช่วยให้เราบรรลุเป้าหมายการเงินได้เร็วขึ้น
การออมปกติอาจจะช่วยให้เรา "รอด"การลงทุนให้เงินได้ทำงานจะเริ่ม "รวย"แต่ถ้ามีการบริหารจัดการเงิน จัดพอร์ต การลงทุนให้ดียึดหลักกระจายความเสี่ยง วางแผนการลงทุนอย่างเป็นระบบมีการปรับเปลี่ยนสัดส่วนการลงทุนอย่างเหมาะสมกับสถานการณ์ เราจะเริ่ม "มั่งคั่ง" คือ หาได้มากกว่าจ่ายและมีเงินเหลือ ซึ่งอาจจะไม่จำเป็นต้องมีเงินเยอะๆ หลังจากนั้นก็สะสมความมั่งคั่งไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นไม่ใช่การลงทุนอย่างเดียวที่จะสร้างความมั่งคั่งให้เราได้ แต่ต้องมีวินัยเรื่องการออมและการใช้จ่ายด้วย ต้องระมัดระวังไม่ใช้จ่ายเกินตัว ไม่ก่อหนี้โดยไม่จำเป็น ไม่ใช้เงินไปลงทุนในสิ่งที่เราไม่รู้เรื่อง และสุดท้ายต้องไม่โลภ
หลายคนอาจจะคิดว่าเรื่องเกษียณเป็นเรื่องไกลตัวเพราะว่าอายุยังน้อยยังมีเวลาเก็บออมได้อีกนาน นั่นคือความประมาท อย่าลืมว่าช่วงเวลาที่ชีวิตดำเนินไปเรามีความจำเป็นในการใช้เงินตลอดเส้นทางตั้งแต่เกิดยันตาย จึงจำเป็นต้องวางแผนการเงินให้ดีมีการจัดเตรียมเงินให้เพียงพอในแต่ละช่วงวัยเพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในแต่ละช่วงของชีวิต เช่น แต่งงาน ซื้อบ้าน มีลูก ฯลฯ เตรียมให้พร้อม เตรียมให้พอ
ไม่ใช่เรื่องยาก หากเรารู้จักการวางแผนการเงินให้ดี คิดให้รอบคอบกำหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมายชัดเจน มีวินัยเรื่องการออมอย่างสม่ำเสมอ มีการลงทุนอย่างเหมาะสม มีรายได้ต่อเนื่อง รู้จักใช้เครื่องในการออมและการลงทุนอย่างเหมาะสมสอดคล้องกับวัตถุประสงค์และเป้าหมาย ระมัดระวังเรื่องการใช้จ่าย ไม่ใช้จ่ายเกินตัว ทบทวนแผนการเงินเป็นระยะเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป ซึ่งผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันการเงินต่างๆ สามารถให้คำแนะนำเราได้ เตรียมให้พร้อม เตรียมให้พอ เพื่อชีวิตที่สุขกายสบายใจ
โลกการทำงานที่จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
ช่วง5 ปีที่ผ่านมารูปแบบและวิธีการในการทำงานได้ปรับเปลี่ยนไปอย่างมากมายคำว่า“Future of Work” เป็นหนึ่งในคำที่มีการวิจัยและเขียนถึงกันคำถามคือโลกของการทำงานในอนาคตที่ไม่ไกลนี้จะเปลี่ยนไปอย่างไรและผู้บริหารกับพนักงานจะต้องปรับตัวอย่างไรให้เข้ากับโลกการทำงานโฉมใหม่
สถานการณ์และการเปลี่ยนแปลงต่างๆในช่วง5 ปีที่ผ่านมาพอจะทำให้ได้เห็นหนังตัวอย่างของโลกการทำงานในอนาคตและมั่นใจได้ว่าหนังจริงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้จะเข้มข้นและชวนติดตามมากขึ้น
4 แนวโน้มของโลกการทำงานในอนาคตที่เริ่มจะเห็นได้จากปัจจุบันประกอบด้วย
1. การทำงานแบบไฮบริดกลายเป็นเรื่องปกติ - จากสถานการณ์โควิดทำให้รูปแบบและวิธีการในการทำงานเปลี่ยนไปอีกทั้งยังทำให้พนักงานเกิดความคุ้นเคยและเห็นประโยชน์ของรูปแบบการทำงานแบบออนไลน์มากขึ้นสำหรับคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมาพร้อมกับโควิดรูปแบบการทำงานแบบไฮบริดได้กลายเป็นหนึ่งในปัจจัยพิจารณาในการเลือกสมัครงาน
การทำงานแบบไฮบริดทำให้นโยบายและแนวทางในการปฏิบัติงานขององค์กรต่างๆต้องเปลี่ยนไปผู้บริหารและพนักงานก็ต้องเรียนรู้ในทักษะใหม่ๆมากขึ้นและไม่ใช่แค่ทักษะทางด้านเทคโนโลยีอย่างเดียวแต่เป็นทักษะในการบริหารและทำงานร่วมกับผู้อื่นแบบไฮบริดไม่ว่าจะเป็นการประชุมการสื่อสารการทำงานเป็นทีมและการสร้างวัฒนธรรมองค์กร
2. ความสำคัญของการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม(Well-Being) - จากโควิดเช่นกันที่ทำให้คนให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้นแต่ไม่ใช่สุขภาพกายแต่เพียงอย่างเดียวการดูแลสุขภาพจิตใจของพนักงานได้กลายเป็นประเด็นสำคัญที่องค์กรจะต้องให้ความสำคัญมากขึ้นการมีจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาประจำองค์กรกลายเป็นเรื่องปกติมากขึ้น
การดูแลสุขภาพจิตใจของลูกน้องและเพื่อนร่วมงาน(หรือที่เรียกว่าMental Health Awareness) ได้กลายเป็นอีกหนึ่งทักษะที่สำคัญของผู้นำและคนทำงานในยุคใหม่ที่จะต้องมีในโลกการทำงานยุคใหม่
3. การทำงานร่วมกับAI - เรื่องของAI เป็นเรื่องที่ร้อนแรงที่สุดเรื่องหนึ่งในปัจจุบันและบรรดาผู้เชี่ยวชาญทุกคนต่างมองว่าตรงกันว่าAI จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในโลกของการทำงานแน่ๆเพียงแต่อาจจะยังมีข้อถกเถียงกันว่าจะเปลี่ยนไปในรูปแบบใดAI อาจจะทำให้งานบางอย่างสูญหายหรือหมดความสำคัญแต่ขณะเดียวกันAI ก็ทำให้เกิดงานใหม่ขึ้นมาได้เช่นกัน
ที่แน่ๆคือAI จะลดงานที่ต้องทำแบบซ้ำซากรวมถึงช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูลที่สลับซับซ้อนเป็นเครื่องมือที่ช่วยในการตัดสินใจทำให้ผู้บริหารและพนักงานสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นและสามารถใช้เวลาไปกับงานใหม่งานที่อาศัยความคิดสร้างสรรค์และงานเชิงกลยุทธ์มากขึ้น
ความน่าสนใจคือในโลกของการทำงานในอนาคตนั้นบทบาทของAI กับมนุษย์นั้นจะเป็นเช่นไรเริ่มมีการพูดถึงว่าAI อาจจะเป็นเจ้านายของมนุษย์ในเรื่องเกี่ยวกับการทำงานได้ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการวางแผนการจัดสรรทรัพยากรการหางานที่ตรงกับความสามารถของคนหรือการประเมินผลแต่ขณะเดียวกันบางกระแสก็มองว่าAI ไม่ใช่เจ้านายแต่จะเป็นเพื่อนร่วมงานที่เคียงคู่ไปกับมนุษย์ซึ่งสุดท้ายในอนาคตบทบาทของAI จะเป็นอย่างไรก็ต้องติดตามต่อไป
4. ผู้บริหารและพนักงานจะต้องเรียนรู้ตลอดเวลา - เนื่องจากโลกการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้ทั้งผู้บริหารและพนักงานจะต้องเรียนรู้ในทักษะใหม่ๆตลอดเวลา
ความจำเป็นในการเรียนรู้ตลอดเวลาทำให้รูปแบบการเรียนรู้เปลี่ยนไประยะเวลาที่ใช้ในการเรียนรู้จะต้องสั้นลงแต่จะเรียนรู้ถี่ขึ้นบ่อยขึ้นและสามารถกลับมาเรียนรู้ได้ซ้ำเท่าที่ต้องการนอกจากนี้สิ่งที่จะต้องเรียนรู้คือสิ่งที่AI ไม่สามารถทำแทนได้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการคิดอย่างมีวิจารณญาณการคิดสร้างสรรค์เป็นต้น
โลกการทำงานในอนาคตจะเปลี่ยนไปจากเดิมแน่และเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้นกว่าที่คาดไว้ดังนั้นทั้งผู้บริหารและพนักงานเองก็ต้องเตรียมใจและทักษะให้พร้อมที่จะรองรับต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น